“จับตามองสุขภาพ” ฉบับที่ 3 โดย นายแพทย์ทานากะ

3 วิธีสำหรับเสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกันของคุณ

เซลล์ภูมิคุ้มกันช่วยให้คุณมีสุขภาพดี

ระบบภูมิคุ้มกันของเรามีความสำคัญและเป็นโครงสร้างทางชีวภาพที่ขาดไม่ได้ และเป็นกระบวนการที่ถูกสั่งสมมาเป็นเวลานานตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ มันไม่เป็นการกล่าวอ้างจนเกินจริงถ้าจะบอกว่ามันถูกเขียนไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราถึงการต่อสู้อย่างต่อเนื่องกับความอดอยากและโรคติดเชื้อ

ในการอธิบายว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราทำอะไร มันคงง่ายกว่าหากเราคิดว่าระบบภูมิคุ้มกันเหมือนตำรวจจำนวนหนึ่งที่ทำหน้าที่ตรวจตราป้องกันชุมชนด้วยความชำนาญทางกายภาพและการติดต่อสื่อสารทางวิทยุในการจับอาชญากร เซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทร่วมกันอย่างเช่น การกำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว หรือการส่งสัญญาณให้กับร่างกายเมื่อตรวจพบผู้บุกรุก การออกคำสั่งให้จู่โจมหรือต่อสู้โดยตรงกับเชื้อแบคทีเรีย การสร้างแอนติบอดี้ต่อสู้กับไวรัส และพวกที่กำจัดเซลล์มะเร็ง ฯลฯ ต้องขอบคุณเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีความซับซ้อนและลึกลับในการทำงานภายในร่างกายของเรา โดยทำให้เราแข็งแรงมีสุขภาพดีจนไม่รับรู้ถึงการบุกรุกของเหล่าเชื้อโรคร้ายอื่น ๆ

เรารู้ได้ว่าเมื่อไหร่ที่ภูมิคุ้มกันของเราลดลง สังเกตได้จากการที่เรามีอาการป่วยไข้ หรือติดเชื้อต่าง ๆ โรคติดเชื้อที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเราถูกเรียกกันว่าโรค “เอดส์” เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายของผู้ป่วยจะอ่อนแอลงอย่างมากจนไม่สามารถต้านทานหรือตายได้เพียงจากการติดเชื้อหวัด ถ้าคุณเจ็บป่วยจากการเป็นหวัดมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี เป็นไข้หวัดใหญ่ หรือเป็นมะเร็ง คุณควรจะรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณอ่อนแอลง และภายหลังจากการรักษาได้ 3 วันด้วย EM (Effective Microorganisms) จุลินทรีย์ชนิดมีประโยชน์ พบว่าผู้ป่วยหายป่วยเป็นอย่างดี จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้ถูกรักษาระดับให้คงไว้ได้

 

วิธีเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของคุณ

  1.  เปลี่ยนแบคทีเรียในลำไส้ของคุณให้เป็นแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์
  2.  เพิ่มการเผาผลาญอาหารในร่างกายคุณ
  3.  ปรับเปลี่ยนระบบประสาทอัตโนมัติ

 

1. เปลี่ยนแบคทีเรียในลำไส้ของคุณให้เป็น
แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์

 

แม้ว่าระบบทางเดินย่อยอาหารของเราจะอยู่ภายในร่างกายทั้งหมด แต่ที่จริงปากและทวารหนักของเราเชื่อมติดต่อกัน (คล้ายกับท่อที่เชื่อมต่อกับช่องเปิดไปสู่ภายนอกทั้งสองด้าน) จึงมีสิ่งแปลกปลอมมากมายที่เข้าไปในร่างกาย และ 60% ของเซลล์ที่ปกป้องระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะถูกใช้งานเป็นด่านหน้าที่บริเวณปากทางเดินระบบย่อยอาหารทั้งสองด้าน เพื่อทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม แม้ว่าหน้าที่พื้นฐานของระบบภูมิคุ้มกันจะทำการแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นเจ้าบ้านและไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน แปลกไหมว่าปากของทางเดินย่อยอาหารกลับยอมให้สารอาหาร ที่ซึ่งปกติต้องถูกจำแนกว่าเป็นสิ่งนอกบ้านผ่านเข้าไปในร่างกายได้ อย่างไรก็ดีกลไกนี้กลับไม่ค่อยมีใครเข้าใจเท่าไหร่ จึงถูกทิ้งเป็นสิ่งประหลาดที่อธิบายไม่ได้ของร่างกายมนุษย์เรา

ยิ่งไปกว่านี้มีคำกล่าวว่าในท้องของเรามีจุลินทรีย์ในลำไส้มากกว่า 500 – 1,000 ชนิดอาศัยอยู่ ซึ่งถ้านับจริง ๆ มีมากกว่า 100 ล้านล้าน แบคทีเรีย (ประมาณ 1 กิโลกรัมโดยน้ำหนัก) ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้เป็นแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ มันจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับร่างกายเรา ยกตัวอย่างเช่น การช่วยเหลือในระบบย่อยอาหาร การสร้างวิตามินและโฮโมนบางชนิด มันเป็นที่รู้ดีกันอยู่ว่าการรักษาระดับจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้จะช่วยทำให้มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในระดับสูง ดังนั้นเราจึงเห็นอยู่บ่อย ๆ ถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ สาเหตุที่อาหารหมักถูกมองว่าดีต่อร่างกายก็เพราะบรรพบุรุษของเราเข้าใจว่าการนำแบคทีเรียมีชีวิตเข้าสู่ร่างกายจะทำให้สุขภาพร่างกาย (ภูมิคุ้มกัน) ดีขึ้น เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ มันทำให้เราแปลกใจว่าทำไมเราไม่ควรใช้ปุ๋ย EM (ที่ประกอบไปด้วยแบคทีเรียมีประโยชน์ประมาณ 80 ชนิด) เพื่อให้ได้คุณประโยชน์ที่หลากหลายมากกว่า และไม่ใช่เพียงแค่เอาไปฉีดลงบนพืชเท่านั้น การดื่ม EM・X GOLD สามารถช่วยให้คุณรักษาระดับสมดุลในร่างกายคุณแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพพื้นฐานของคุณดีขึ้น

2. เพิ่มการเผาผลาญอาหารในร่างกายคุณ

เป็นเรื่องยากในการอธิบายถึงการเผาผลาญอาหารเป็นคำพูด เพราะมันมีหลายชนิด อาทิเช่น การเผาผลาญอาหารพื้นฐาน อัตราการเผาผลาญ การเผาผลาญพลังงาน ขณะที่เซลล์ภูมิคุ้มกันถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยกระบวนการเผาผลาญ การเป็นแหล่งจ่ายสารอาหารที่มั่นคงสำหรับการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันถือเป็นสิ่งจำเป็น สภาพแวดล้อมที่ช่วยเพิ่มการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันก็เป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งนั้นก็คือเลือด โดยกระแสเลือดก็ต้องมีความสะอาดอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องมีการไหลเวียนของวัตถุชีวภาพ (เช่น ไซโตไคน์) ที่ทำให้เซลล์สามารถส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน ดังนั้นถ้าระบบเผาผลาญอาหารไม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น เลือดก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง

วิธีที่ง่ายในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารก็คือการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย หรือการอาบน้ำ วิธีดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมายาวนานในการฟื้นฟูสภาพร่างกายที่สปาก็คือการบำบัดด้วยเสียง การนอนบนเตียงหินก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่การสูญเสียเหงื่อมากเกินไปอาจทำให้ทำให้เกิดการสูญเสียความชื้นและเกลือแร่ การดื่มน้ำอยู่เสมอถือเป็นสิ่งสำคัญ EM・X GOLD สามารถช่วยเพิ่มการถ่ายเทพลังงานให้กระจายไปทั่วร่างกาย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มระดับสุขภาพของคุณให้ดียิ่งขึ้น

3. ปรับเปลี่ยนระบบประสาทอัตโนมัติ

มันเป็นการยากที่จะเข้าใจได้ทันทีหากกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนระบบประสาทอัตโนมัติ คำว่า autonomy หมายถึงความสามารถในการปฏิบัติด้วยตนเองตามมาตรฐานของตัวเอง โดยปราศจากการควบคุมหรือข้อจำกัดจากภายนอก ระบบประสาท – อวัยวะหรือการทำงานของร่างกาย เช่น หัวใจ ความดันโลหิต ทางเดินย่อยอาหาร การขับเหงื่อ หรือการหลั่งโฮโมน เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณควบคุมได้อย่างที่ต้องการ

ระบบประสาทอัตโนมัติถูกควบคุมด้วยระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ระบบประสาทซิมพาเทติกจะเข้าควบคุมเมื่อร่างกายตื่นอยู่ (ระหว่างที่มีความตึงเครียดหรือปวด) ยกตัวอย่างอาการที่คนเราคุ้นเคยได้แก่ การรู้สึกคอแห้งและหัวใจเต้นแรงก่อนที่จะต้องออกไปกล่าวสุนทรพจน์ ถ้าร่างกายของเราอยู่ภายใต้ความเครียดตลอดเวลา คุณอาจเป็นโรค sympathicotonia ที่เป็นผลมาจากการตกอยู่ในสภาวะผิดปกติที่ร่างกายไม่สามารถ “ต่อสู้หรือหลบหนี” (สภาพแบบนี้อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ) ในทางกลับกันระบบประสาทพาราซิมพาเทติกจะมีบทบาทเมื่อร่างกายอยู่ในขณะพัก (สภาวะพักผ่อน) โดยจะทำงานเมื่อร่างกายอยู่ในขณะพักและผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามการดำเนินชีวิตของเราที่อยู่ในสภาวะเฉื่อยหรือพัก เป็นระยะเวลานาน ๆ ก็อาจทำให้เป็นโรค parasympathicotonia ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อสุขภาพคุณ การที่เราปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่งเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นการปรับเปลี่ยนระบบประสาทอัตโนมัติ ให้มีการทำงานอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ อาทิ เช่นการทำให้ร่างกายตื่นตัว (การให้ระบบประสาทซิมพาเทติก มีบทบาทมากในเวลากลางวัน) และมีความสงบผ่อนคลาย (การให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก มีบทบาทมากในเวลากลางคืน)

อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการปลดปล่อยคลายเครียด ถ้าคุณมีงานอดิเรก หรือมีกิจกรรมที่ชอบ คุณก็จะทำงานนั้นได้อย่างมีความสุข แต่ถ้าคุณไม่มีงานอดิเรก หรือกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ คุณควรจะหาวิธีคลายเครียดอย่างอื่น เช่น การตะโกนออกไปในทะเล หรือปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามเสียงน้ำไหล ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณผ่อนคลาย ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นวิธีไหน การขาดเกลือแร่จะทำให้ระบบควบคุมประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติได้ และอาจนำไปสู่การขาดสภาวะสมดุล มีอาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเกลือธรรมชาติที่คุณสามารถนำมาใช้ในการปรุงอาหาร (คงไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะการทานอาหารจืด ๆ ที่ไม่น่าสนใจก็ไม่ดีต่อจิตใจ) และแนะนำให้ทานผลไม้อยู่เสมอ

แม้ว่าเราจะพูดถึงระบบภูมิคุ้มกันเป็นหลัก การเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันกลับไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่าย ๆ เพราะคุณจะต้องนึกถึงการทำงานทั้งหมดของร่างกาย ร่างกายของคนเราไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างกรณีที่คุณมีเหงื่อออกมาก และลดการบริโภคเกลือแร่ถือเป็นสิ่งไม่ดีต่อสุขภาพ เราควรงดการทำเช่นนั้นเสีย นอกจากนี้โรคเบาหวาน (การเผาผลาญคาร์โบโฮเดรตผิดปกติ) เป็นสัญญาณชัดเจนที่บอกเราว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรากำลังเสื่อมถอย และเป็นสภาวะที่เราต้องควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัด

นายแพทย์ โยชิมิ ทานากะ (ญี่ปุ่น)

จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโตไกในปี 1985 หลังจากนั้นทำงานเป็นศัลยแพทย์ทางประสาทที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และเป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลหลายแห่งของหน่วยดูแลผู้ป่วยเฉียบพลันในเมือง Isehara จังหวัด Kanagawa อยู่หลายปี หลังจากนั้นก็ได้รับทุนวิจัยเรื่องมะเร็งสมอง และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำสมาคมศัลยกรรมประสาทและการชะลอวัยแห่งประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นแพทย์ผู้อุทิศตนและสนับสนุนเรื่องเวชศาสตร์การป้องกัน การสัมมนาเชิงความรู้ และการเขียนหนังสือ