“จับตามองสุขภาพ” ฉบับที่ 2 โดย นายแพทย์ทานากะ

จุลินทรีย์ควบคุมความรู้สึกเราได้หรือ!?

H. pylori คือผู้ร้ายตัวจริง?

ในญี่ปุ่น H. pylori (Helicobacter pylori) ถือเป็นเชื้อแบคที่เรียที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร และคนเกือบทั่วประเทศถูกแนะนำให้กำจัดเชื้อนี้ออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตามในหลายประเทศรู้แล้วว่า H. pylori มีความสัมพันธ์ต่อการอยู่อาศัยร่วมกับมนุษย์ เราจึงพูดได้ว่ากว่า 80% ในท้องของคนญี่ปุ่น H. pylori ไม่ถือว่าเป็นเชื้อโรคอันตรายร้ายแรงเหมือนอย่างกับ เชื้ออหิวาตกโรคหรือเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus แต่กลับถูกมองว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น

ยิ่งไปกว่านั้นอัตราความสำเร็จในการกำจัดเชื้อ H. pylori ก็ลดน้อยลงไปทุกปี โดย 20% ของผู้ที่กำจัดเชื้อ H. pylori ได้สำเร็จจะกลับมาติดเชื้อใหม่ มีรายการทีวีรายการหนึ่งเอาผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลถึง 12 ครั้งเพื่อที่จะกำจัดเชื้อแบคทีเรียมาออกรายการ เรามีความจำเป็นมากเลยหรือที่จะต้องกำจัดเชื้อ H. pylori? เรารู้ดีว่ามียาฆ่าเชื้อมากมายที่กำจัดจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือสารเคมีอื่น ๆ ซึ่งมักกลายเป็นปัญหาต่อร่างกายของคนเราในที่สุด การฆ่าเชื้อ H. pylori ให้หมดไปทำให้เกิด H. pylori ชนิดดื้อยาและกลับเข้ามาสู่ร่างกายของเราใหม่ได้อีก มันมีประโยชน์อะไรหรือที่จะไปสร้างวัฏจักรชั่วร้ายในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียนี้เพื่อให้เกิดเชื้อดื้อยาสายพันธ์ใหม่ขึ้นมาอีก? คุณสามารถคิดได้ในแนวทางเดียวกันนี้ว่า การใช้ชีวิตของเราคือสาเหตุที่แท้จริงของการรบกวนสิ่งแวดล้อมของ H. pylori ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือมันใช้เวลามากกว่าสองสามทศวรรษนับจากนี้เพื่อค้นหาคำตอบว่าการกำจัดเชื้อแบคทีเรียช่วยลดการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร

 

 

เชื้อแบคทีเรียที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันมีอิทธิพลต่อจิตใจเรา!?

บทความนี้จะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีต่อจิตใจของเรา จากการศึกษาพบว่าเชื้อจุลินทรีย์มีอิทธิพลต่อการเผาผลาญอาหารของเรามากกว่าที่เราจะนึกถึงได้ ยกตัวอย่างเช่น H. pylori มีผลต่อการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสัมพันธ์เบื้องลึกต่อการการผลิตสารเซราโทนิน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “โฮโมนแห่งความสุข”

 

 

 

 

 

ความรู้สึกและอารมณ์ของเราจริง ๆ แล้วถูกควบคุมโดยสารที่ผลิตจากสมองของเรา คนที่มีอารมณ์โกรธมักพบว่ามี “สารอะดรีนาลีนหลั่งออกมามากเกินไป” อะดรีนาลีนมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับความโกรธ ความเศร้า และความกังวล สารโดพามีนจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความพึงพอใจ แต่ถ้าคุณเสพความรู้สึกนี้มากเกินไป คุณก็จะมีอาการเสพติดความสุข เซราโทนินจะทำหน้าที่ปรับปริมาณสารโดพามีนเพื่อทำให้ใจเราสงบ โดยเซราโทนินนี้ถูกผลิตร่วมกับจุลินทรีย์ในลำไส้ เราจึงมักได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่า “ถ้าแม่เป็นคนที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีมีประโยชน์อยู่ในตัวมากก็จะถ่ายทอดมาให้ลูก ทำให้ลูกเลี้ยงง่ายไม่งอแง” หรือ “เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดู และทานอาหารที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีจะทำให้เด็กเลี้ยงง่าย มีอารมณ์ดี สงบและเชื่อฟัง” เรื่องพวกนี้เป็นไปได้โดยเฉพาะเมื่อเด็กมีจุลินทรีย์ชนิดมีประโยชน์อยู่ในลำไส้มาก จนทำให้หลั่งเซราโทนินออกมามากพอ

 

 

งานวิจัยด้านแบคทีเรียต่อจิตใจ

มีงานวิจัยที่ถูกค้นคว้ามาเกือบทั่วโลกแล้วในเรื่องของจุลินทรีย์ชนิดดีที่พบมากในลำไส้และมีอิทธิพลต่อจิตใจของเรา มีงานวิจัยของประเทศฝรั่งเศสที่แสดงให้เห็นถึงอาการซึมเศร้าลดลงเป็นอย่างมากเมื่อปริมาณจุลินทรีย์มีเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของอเมริกาที่แสดงให้เห็นว่าสมองของคนเราจะไม่ถูกกระตุ้น และไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางอารมณ์ (หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นคลื่นอารมณ์สงบ) เมื่อคนเรารู้สึกผ่อนคลาย จากผลของงานวิจัยเหล่านี้ เราจึงรู้ได้ว่าเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสัมพันธ์ต่อเซราโทนิน

แพทย์ผิวหนังสองท่านชื่อ Dr. Storks และ Dr. Pillsbury ทำงานวิจัยหลายงานในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “ลำไส้ สมอง และผิวหนัง” และค้นพบว่าการฉีดวัคซีนจุลินทรีย์กรดแลคติกสามารถช่วยลดการอักเสบติดเชื้อที่ผิวหนังหนูและช่วยให้ขนที่ร่วงของมันกลับงอกขึ้นมาใหม่ได้ เรามักได้ยินบ่อย ๆ ว่าความเครียดเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่ปัจจุบันนี้เรารู้แน่ชัดแล้วว่าสุขภาพผิวหนังขึ้นอยู่กับจุลินทรีย์ในลำไส้ของเราด้วย

จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่าหนูที่ปราศจากจุลินทรีย์จะมีความเครียดง่ายกว่าหนูปกติ จุลินทรีย์ในลำไส้มีผลต่อเส้นประสาทสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ และอื่น ๆ ดังนั้นการที่เราสามารถทำให้ตนเองมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่สมบูรณ์และมีปริมาณเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการทำให้เราฉลาดและมีไหวพริบดีขึ้นด้วย!

ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานเชิงปริมาณว่าเราควรจะมีจุลินทรีย์ในปริมาณมากเท่าใดในร่างกายมนุษย์ แต่เราก็น่าจะอุปมาอุปไมยได้เองว่ามีมากน่าจะดีกว่ามีน้อย พบว่าจุลินทรีย์ปริมาณมากมายที่อาศัยอยู่บนโลกของเราใบนี้มีอยู่มานานกว่าล้าน ๆ ปี รวมทั้งมีความสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกมากทั้งต่อตัวมนุษย์และจุลินทรีย์ด้วยกันเองเกินกว่าที่เราจะรู้จักมันทั้งหมดได้

ความสัมพันธ์ระหว่างประสาท
โรคท้องผูก การพึ่งพา
อาศัยกันและโฮโมนแห่งความสุข

มีคนหลายคนสงสัยว่าทำไมขณะอ่านหนังสือในร้านหนังสือแล้วบ่อยครั้งที่รู้สึกปวดท้องจนอยากเข้าห้องน้ำ และเมื่อออกมาจากห้องน้ำแล้วยังรู้สึกเกร็ง ๆ เพราะระบบประสาท sympathetic ของคุณเกิดอาการเกร็ง (อาการ sympathiconia) ในระบบควบคุมประสาทอัตโนมัติ ภายใต้สภาวการณ์แบบนี้ถือว่าร่างกายของคุณอยู่ในโหมดการต่อสู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อกรกับคู่ต่อสู้ของคุณ ลำไส้ของคุณจะหยุดการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามมันก็จะเปลี่ยนกลับมาอยู่ในโหมดผ่อนคลาย เมื่อคุณกลับเข้ามาอยู่ในร้านหนังสืออีกครั้ง ทันทีที่ระบบประสาท parasympathetic หรือระบบประสาทผ่อนคลายตรงกันข้ามเริ่มทำงาน การบีบรัดเคลื่อนไหวของลำไส้คุณก็จะเริ่มทำงานอีกครั้ง เมื่อลำไส้มีการบีบรัดตัว กากอาหารในลำไส้จะเคลื่อนมายังปลายลำไส้ใหญ่ จนปากทวารหนักมีแรงดันเพิ่มมากขึ้น สมองของคุณก็จะออกคำสั่งว่า “จงไปถ่ายอุจจาระเสีย!!!” นี่คือกลไกการขับถ่ายอย่างธรรมชาติเมื่อลำไส้มีการเคลื่อนตัว ดังนั้นคุณคงเคยได้ยินคนพูดว่าคนเครียดจะมีโอกาสเป็นโรคท้องผูกง่าย เวลาท้องผูกอุจจาระจะมีลักษณะแข็งเนื่องจากอิทธิพลของแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่มีอยู่มากในลำไส้ เมื่อโฮโมนแห่งความสุขลดลง รวมกับความเครียดที่มีอยู่ คุณก็จะมีอารมณ์แปรปรวนฉุนเฉียวง่าย

คำอธิบายเหล่านี้มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่?

นอกจากนี้ความเครียดและการถดถอยของจุลินทรีย์ในลำไส้อาจกระตุ้นให้เกิดโรคลำไส้แปรปรวน หรือโรค IBS (Irritable Bowel Syndrome) ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือท้องผูกสลับกัน มักเป็นเมื่อเกิดความกดดันในช่วงเวลาสอบหรือมีความเครียดมากเวลาต้องไปพูดต่อหน้าสาธารณชน อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุเกิดจากสภาพร่างกายปัจจุบันไม่สอดคล้องกับการสั่งการจากสมอง เช่น สมองของคุณไม่สั่งการให้ไปอุจจาระเมื่อถึงเวลาที่กากอาหารเคลื่อนตัวไปยังปลายลำไส้ใหญ่ ลักษณะเหล่านี้ก็เหมือนกับเมื่อเรากลั้นอุจจาระไว้ไม่ยอมถ่าย หรือทานยาระบายช่วยถ่ายทั้งที่กากอาหารยังไม่เคลื่อนตัวไปยังปลายลำไส้ใหญ่ เราจึงควรสนใจเอาใจใส่ต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ เพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่สม่ำเสมอและทำให้เรามีจิตใจสงบ

นายแพทย์ โยชิมิ ทานากะ (ญี่ปุ่น)

จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโตไกในปี 1985 หลังจากนั้นทำงานเป็นศัลยแพทย์ทางประสาทที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และเป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลหลายแห่งของหน่วยดูแลผู้ป่วยเฉียบพลันในเมือง Isehara จังหวัด Kanagawa อยู่หลายปี หลังจากนั้นก็ได้รับทุนวิจัยเรื่องมะเร็งสมอง และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำสมาคมศัลยกรรมประสาทและการชะลอวัยแห่งประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นแพทย์ผู้อุทิศตนและสนับสนุนเรื่องเวชศาสตร์การป้องกัน การสัมมนาเชิงความรู้ และการเขียนหนังสือ